พีระมิดเเห่งเมืองกิซา

หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)

พีระมิด (Pyramid) ใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ( 29°58′45.25″N 31°08′03.75″E / 29.9792361°N 31.134375°E / 29.9792361; 31.134375) ซึ่งประกอบไปด้วย

พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า

พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร

พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิดคาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่ายพร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen’s Pyramids)

พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม

อ้างอิง th.wikipedia.org/wiki

 

หอเอนเมืองปิซา

การสร้าง

เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปีหลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา

ประวัติ

กาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้  ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนเมืองปิซา  วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา  ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังขุดดินของอีกด้านหนึ่งออก เพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาถูกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง และถูกประกาศว่าสมดุลแล้วใน 300 ปีต่อมาหลังจากเริ่มทำการปรับปรุง  ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย

  • นอกจากนี้หอเอนเมืองปิซานี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จอีกด้วย

อ้างอิง th.wikipedia.org

กิจกรรมวันปีใหม่

 

วันเสาร์ที่  29  ธันวาคม  พ.ศ.2555

ไปทาสีภายนอกที่บ้านยาย

วันอาทิตย์ที่  30  ธันวาคม  พ.ศ.2555

ไปทาสีภายนอกที่บ้านยายเเละรับประทานเนื้อย่าง

วันจันทร์ที่  1  มกราคม  พ.ศ.2556

ไปทาสีภายในที่บ้านยาย

วันอังคารที่  2  มกราคม  พ.ศ.2556

ไปทาสีภายในที่บ้านยาย

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ                

การออกกำลังกาย  เป็นกิจกรรมทางกายที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ  ทำให้มีการใช้พลังงานมากกว่าขณะพัก  การออกกำลังกายจะมีรูปแบบที่ชัดเจนและมีหลากหลายกิจกรรม เช่น การเดินเร็ว การวิ่ง และการกระโดดเชือก เป็นต้น

บทบาทของการออกกำลังกายต่อภาวะสุขภาพ

บทบาทในด้านสร้างเสริมสุขภาพทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม

      2. บทบาทในด้านการป้องกันโรค ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ  โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง

การไม่ออกกำลังกาย  จัดว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก ในแต่ละปีอย่างน้อย 1.9 ล้านคนเสียชีวิตจากภาวะของโรคที่สืบเนื่องจากขาดการออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกาย  เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการทำให้เกิด

  1. โรคหัวใจ
  2. โรคเรื้อรังอื่น  ได้แก่  เบาหวาน  มะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านมา
  3. โรคอ้วน
  4. โรคความดันโลหิตสูง
  5. โรคของกระดูกและข้อต่างๆ  ได้แก่  โรคกระดูกพรุนและโรคข้อเข่าเสื่อม
  6. โรคซึมเศร้า
  7. โรคของระบบภูมิคุ้มกัน
  8. เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย

ประโยชน์ของการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  1. ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในเวลาอันไม่สมควรจากโรคดังกล่าวเบื้องต้น
  2. ควบคุมระดับไขมันที่สูง และเพิ่มระดับของไขมันตัวดี  ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อหัวใจ
  3. ควบคุมเบาหวาน
  4. ป้องกันโรคอ้วน
  5. ลดระดับความดันโลหิต
  6. ในผู้ที่สูบบุหรี่ ทำให้ลดปริมาณการสูบ หรือช่วยทำให้หยุดสูบในรายที่มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อร่างกาย

      1. บางกิจกรรมทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและร่างกายแข็งแรง

      2. บางกิจกรรมที่ต้องทำต่อเนื่องและต้องใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของแขนหรือขา (การออกกำลังกายแบบแอโรบิก)  จะช่วยให้หัวใจทำงานได้มีประสิทธิภาพระหว่างที่ออกกำลังและขณะพัก  ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบแอโรบิก  เช่น  เดินเร็ว  กระโดดเชือก วิ่งเหยาะๆ  ปั่นจักรยาน  และเต้นรำ เป็นต้น

อ้างอิง www.srinagarind-hph.kku.ac.th

ผัดกระเพราไก่

สูตรข้าวผัดกะเพราไก่ 3 แบบ 3 ความอร่อยแซ่บเวอร์

เมนูอาหารจานเดียว ขั้นตอน วิธีทำข้าวผัดกะเพราไก่ ไข่ดาว สูตรข้าวผัดกะเพราไก่ 3 แบบ 3 ความอร่อยแซ่บเวอร์ ผัดกระเพรา เป็นอาหารจานด่วนที่ขายดีและยอดฮิตของร้านอาหารตามสั่งหลาย ๆ ร้าน  เพราะทำง่าย  ใช้เวลาสั้น ๆ  ผัดกะเพราไก่สามารถใส่ถั่วฝักยาว แครอท  หรือผักอื่น ๆ เสริม แต่อย่างไก็ตามผัดกะเพราที่ใส่แต่ใบกะเพราล้วน ๆ  จะใส่พริกเพื่อเพิ่มสีสันยังคงเป็นจานเด็ดที่หลายๆ คน สั่งทานเป็นประจำ

สูตรผัดกะเพราไก่ + ไข่ดาว สูตรที่ 1

เครื่องปรุงและส่วนประกอบ  (สำหรับ 2-3 คน)

สันในไก่ 3 ชิ้น
เครื่องในไก่ 1 พวง
กระเทียมกลีบกลาง 10 กลีบ
กระเทียมกลีบเล็ก 12 กลีบ
พริกขี้หนูเม็ดเล็ก  มากน้อยตามชอบ  แล้วแต่กินเผ็ดมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่ประมาณ 10- 15 เม็ด
พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดง 4-5 เม็ด
ใบกะเพรา 1 ถ้วย
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2-3/4 ช้อนชา
น้ำเปล่า 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับผัด
ถ้าชอบซอสผัดเป็นสีเข้มหน่อย  เพิ่มซีอิ๊วดำเล็กน้อย

ถ้าต้องการไข่ดาว  เตรียมไข่ไก่และน้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ

1.ปอกเปลือกนอกกระเทียมออกบ้าง  ล้างน้ำ  พักให้สะเด็ดน้ำ  ส่วนพริกขี้หนูล้างน้ำ  ปลิดขั้วทิ้ง  หรือถ้าชอบหอมมากจะโขลกทั้งก้านพริกขี้หนูเม็ดเล็กก็ไม่ว่ากัน

2.ใบกะเพรา  ล้างน้ำทั้งกิ่ง  สะบัดให้สะเด็ดน้ำ  แล้วเด็ดเป็นใบ ๆ ใส่ถ้วยไว้

3.พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดง  ล้างน้ำ  ปลิดขั้วทิ้ง  หั่นแฉลบ

4.สันในไก่และเครื่องในไก่ล้างน้ำ  ส่วนของเครื่องในไก่เลาะมัน ๆ ทิ้งไป  แล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ  อย่าให้บางหรือหนาเกินไป

5.ผสมน้ำซอสเตรียมไว้ดังนี้  น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ  น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ  ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ  น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา  น้ำเปล่า 6 ช้อน  ใส่ถ้วยคนรวมกันไว้  ถ้าชอบให้ซอสผัดเป็นสีเข้มหน่อยให้เหยาะซีอิ๊วดำเล็กน้อย

6.นำกระเทียมใส่ครก  โขลกพอหยาบ  ใส่พริกขี้หนูลงไป  บุบพอแตก  ถ้าชอบเผ็ดมากโขลกให้ละเอียดเล็กน้อย  ตักขึ้นใส่ถ้วย

7.ถ้าต้องการไข่ดาว  ตั้งกระทะ  ใส่น้ำมันให้พอท่วมไข่ดาวที่จะทอดเล็กน้อย  แล้วแต่ด้วยว่าชอบไข่ดาวแบบไหน  ถ้าชอบไข่ขาวกรอบ ๆ ไข่แดงเยิ้ม ๆ   รอน้ำมันร้อน

8.น้ำมันร้อนแล้วตอกไข่ลงไปทอด  ใช้ไฟกลางไปทางแรง  ไข่ขาวจะฟูฟ่อง  ใช้ตะหลิวตักน้ำมันรดไข่ขาวรอบนอกเพื่อให้ไข่ขาวกรอบทั่วกัน  ได้สุกแบบที่ชอบแล้วรีบตักขึ้นใส่จาน  ทอดฟองต่อไปจนครบตามต้องการ

9.จะมีน้ำมันเหลือค่อนข้างมากในกระทะ  มากเกินไปสำหรับผัด  ให้เทน้ำมันส่วนมากเกินไปออก  เหลือคากระทะไว้ 2 ช้อนโต๊ะ  ถ้ามากไปผัดแล้วจะเลี่ยน  มันลอยเยิ้มอยู่ข้างบน

10.รอน้ำมันอุ่น  ใช้ไฟกลางไปทางอ่อน  น้ำมันอุ่นแล้วเอากระเทียมและพริกขี้หนูที่โขลกไว้ลงไปเจียวให้หอมและเริ่มเหลืองแต่อย่าให้ไหม้เชียวล่ะ

11.กะว่ากระเทียมและพริกหอมได้ที่ใส่เนื้อสัตว์ทั้งสันในไก่และเครื่องในไก่ที่เตรียมไว้ลงไปผัด  เร่งไฟเล็กน้อยพองาม  อย่าเพิ่งแรงมาก  ผัดให้ทั่วกัน

12.ใช้เวลาช่วงนี้ไม่นาน  กะว่าให้เนื้อสัตว์สุกไปประมาณ 80-85 เปอร์เซนต์  บางส่วนยังดิบติดเลือดบ้างไม่เป็นไร

13.เทซอสที่เตรียมไว้ลงไป  อย่าลืมคนก้นถ้วยก่อนอีกครั้ง  เร่งไฟขึ้นอีกให้แรง  ผัดให้ทั่วกัน

14.ลองชิมรสชาติ  ขาดเหลืออะไรเติมลงไป  รอให้ซอสเดือดจัด ๆ  คือปุดมาก ๆ

15.ใส่ใบกะเพราและพริกขี้หนูที่หั่นแฉลบไว้ลงไป  ไฟต้องแรงนะตอนนี้  ถ้าจะผัดให้กะเพราเขียวสวยตอนใส่กระเพราซอสต้องเดือดปุดและไฟแรงเท่านั้น

16.ผัดให้ผักกะเพราสลบจึงปิดเตา  ใบจะเพราจะเขียวสวยสด  ไม่ดำ ๆ ดูไม่น่ากินจ้า

17. จัดใส่จานเสิร์ฟกับข้าวสวยและไข่ดาวที่เตรียมไว้ได้เลย

อ้างอิง zabwer.com

นครวัด

นครวัด 

นครวัด   เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร

ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม

ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

อ้างอิง th.wikipedia.org

อ่านอย่างไรให้จำเเม่น

อ่านหนังสืออย่างไรให้จำแม่น 

      โดยเคล็ดลับการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนี้ เป็นเทคนิคง่ายๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือ การหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชินจนติดกลายเป็นนิสัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ 

     1. เวลาอ่านบทเรียนหรือตำรา ให้อ่านอย่างตั้งใจ แต่ทว่าเราจะไม่อ่านไปเรื่อยๆ คือเราจะหยุดอ่านเมื่อจบย่อหน้าหรือหยุดเมื่ออ่านไปได้พอสมควรแล้ว

      2. จากนั้นให้ปิดหนังสือแล้วลองอธิบายสิ่งที่ตนเองได้อ่านมาให้ตัวเองฟังคือ เราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังด้วยภาษาสำนวนของเราเอง ฟังแล้วเข้าใจหรือเปล่า หากเราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังรู้เรื่อง แสดงว่าเราเข้าใจแล้ว ให้อ่านต่อไปได้

      3. หากตอนใดเราอ่านแล้วแต่ไม่สามารถอธิบายให้ตัวเองรู้เรื่อง แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ให้กลับไปอ่านทบทวนใหม่อีกครั้ง

      4. หากเราพยายามอ่านหลายรอบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจจริงๆให้จดโน้ตไว้เพื่อนำไปถามอาจารย์ จากนั้นให้อ่านต่อไป

      5. ข้อมูลบางอย่างในตำราจำเป็นที่จะต้องท่องจำ เช่น ตัวเลข สถิติ ชื่อสถานที่ บุคคล หรือ สูตรต่างๆ ฯลฯ ก็ควรท่องจำไว้ด้วย เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

      6. การเรียนด้วยวิธีท่องจำโดยปราศจากความเข้าใจ เรียนไปก็ลืมไป สูญเสียเวลาเปล่าประโยชน์ เสียเงินทอง

      7. การเรียนที่เน้นแต่ความเข้าใจ โดยไม่ยอมท่องจำ ก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน คลุมเครือ

      8. ดังนั้นควรมีเทคนิคง่ายๆ สั้นๆ ดังต่อไปนี้

      ก.ให้อ่านหนังสือ สลับกับ การอธิบายให้ตัวเองฟัง          

 ข.ให้ท่องจำเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องจำจริงๆ เช่น ตัวเลข ชื่อเฉพาะต่างๆ

อ้างอิง blog.eduzones.com

ซากช้างเเมมมอธ

 

ฮือฮา! โลกค้นพบซากแมมมอธสภาพสมบูรณ์สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา ค้นพบซากช้างแมมมอธ ช้างดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วหลายหมื่นปี บริเวณแถบทุรกันดารของไซบีเรีย โดยซากช้างแมมมอธที่พบ ยังคงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เนื่องจากซากฝังอยู่ในน้ำแข็งและสภาพอากาศที่หนาวจัดศ.แดเนียล ฟิชเชอร์ ศาสตราจารย์ ประจำคณะวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน เปิดเผยว่า ซากช้างแมมมอธดังกล่าว ถูกค้นพบโดยชาวท้องถิ่นในไซบีเรีย ก่อนจะถูกส่งมาให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาค้นคว้าต่อ โดยซากช้างแมมมอธตัวดังกล่าว มีอายุประมาณ 2-3 ปี คาดว่าเสียชีวิตจากการล่าของมนุษย์ยุคน้ำแข็ง หรือถูกสิงโตหิมะทำร้าย เนื่องจากมีร่องรอยการถูกทำร้ายโจมตี

นอกจากนี้ซากช้างแมมมอธที่ค่อนข้างสมบูรณ์นี้ ยังคงสภาพขนสีน้ำตาลบลอนด์สตอเบอร์รีที่ปกคลุมร่าง ซึ่งมีการตั้งชื่อไว้ว่า “ยูกะ” ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้เผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้ชม ผ่านรายการสารคดีทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี นับเป็นการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ของโลก และในอนาคตอาจนำพาไปสู่้การชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ให้กับ ช้างแมมมอธ

อ้างอิง news.sanook.com

การเเจกเเท็บเล็ต ป.1

 

 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ซึ่งมี นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “แจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม” สืบเนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมภายหลังจากรัฐบาลแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 แล้วปรากฏว่า เด็กนักเรียนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ประเภทลามก อนาจารได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลบอกว่ามีการบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมไว้แล้ว
       
       บรรดานักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงคนทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กต่างก็กังวลใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะตั้งแต่ที่รู้ว่ามีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก็เชื่อว่า ปัญหาจะค่อยๆ ผุดออกมาเรื่อยๆ เมื่อเด็กวัยนี้ได้รับและนำไปใช้แล้ว

อ้างอิง www.manager.co.th

บราซิล เเชมป์ฟุตซอลโลก 2012

 

นายสโมสร อูบคำ รายงานผลการแข่งขัน “ฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012″ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เป็นการชิงชัยรอบชิงชนะเลิศ ทีมอันดับ 1 ของโลก สเปน ดีกรีแชมป์ 2 สมัย พบกับ “แชมป์เก่า” บราซิล เจ้าของแชมป์ 4 สมัย โดยมี นายเซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เป็นประธานปิดการแข่งขัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีแฟนบอลทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเข้ามาชมเกือบเต็มความจุของสนาม 6,500 ที่นั่ง

เริ่มการแข่งขันในครึ่งแรก สเปนเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า ขณะที่บราซิลอาศัยจังหวะสวนกลับเร็ว แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถทำประตูกันได้จบ 20 นาทีแรก เสมอกันไป 0-0 เริ่มครึ่งหลังบราซิลขึ้นนำก่อน 1-0 จาก เนโต นาทีที่ 25 จากนั้นสเปนบุกหนักได้ 2 ประตูรวดจากลูกยิงซ้ำของ ทอร์ราส นาทีที่ 30 และ ไอคาร์โด นาทีที่ 31 ส่งผลให้สเปนขึ้นนำ 2-1 หลังจากโดนนำ บราซิลพยายามทวงประตูคืน จนมาตีเสมอได้จากลูกยิงไกลอันเฉียบคมของ ฟัลเกา ในนาทีที่ 37 จบเกมเจ๊ากันไป 2-2 ต้องมาเล่นต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และก่อนหมดเวลาเพียง 19 วินาที เนโต แข้งตัวเก่งของบราซิลได้โอกาสสับไกด้วยซ้ายเต็มแรง บอลพุ่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ส่งผลให้บราซิลย้ำแค้นชนะสเปนไป 3-2 คว้าแชมป์ฟุตซอลโลกได้เป็นสมัยที่ 5 พร้อมเพิ่มสถิติชนะสเปนในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 3 จากการพบกันในรอบชิงชนะเลิศทั้งหมด 4 ครั้ง

ขณะที่คู่ชิงอันดับ 3 อิตาลี ทีมอันดับ 3 ของโลก เอาชนะ โคลัมเบีย ทีมม้ามืดที่ผ่านมาเล่นรอบสุดท้ายไปเป็นครั้งแรก 3-0 โดยได้ประตูจาก เซอร์จิโอ โรมาโน นาทีที่ 28, โรดอลโฟ ฟอร์ติโน นาทีที่ 33 และนาทีที่ 40

สำหรับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม อันดับ 1 เนโต (บราซิล), อันดับ 2 กิเก้ (สเปน), อันดับ 3 ริคาร์ดินโญ่ (โปรตุเกส), นักเตะที่ทำประตูสูงสุด เอเดอร์ ลิมา (รัสเซีย) 9 ประตู, รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม สเตฟาโน แมมมาเรลลา (อิตาลี) และทีมฟีฟ่าเพลย์เพลย์ ได้แก่ อาร์เจนตินา.

 อ้างอิง www.dailynews.co.th